วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

คุณค่าของ อะเซโรลา เชอร์รี่ Acerola Cherry

 

อะเซโรลา เชอร์รี่ คือพืชในตระกูล Malpighiaceae มีชื่อสามัญว่า Barbados cherry, west Indian cherry, acerola, cereza, cerisier, shimarucu พร้อมกับมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Malpighia punocifolia L. โดยชื่อ อะเซโรลา เชอร์รี่หมายถึงชื่อภาษาเปอร์โตริกัน

อะเซโรลา เชอร์รี่หมายความว่าพืชพันธุ์เขตร้อน (tropical to sub-tropical) มีถิ่นผลิตในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก (West Indies) แถบทะเลแคริบเบียน เพราะว่าพบช่องตอนเหนือของอเมริกาใต้ เช่น เม็กซิโก บาฮามาส ทรินิเดด คิวบา จาไมก้า บราซิล เปอร์โตริโก และแผ่แผ่ขยายดำเนินจนถึงอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ เชื่อกันว่ามีการชี้นำจากประเทศคิวบาไปปลูกที่รัฐฟลอริดา อเมริกา ในค.ศ. 1887-1888 แต่ก่อนที่จะมีการนำไปสร้างที่ประเทศเปอร์โตริโกแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการนำไปปลูกทั่วโลก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย

อะเซโรลา เชอร์รี่ หมายความว่าไม้พุ่มขนาดใหญ่ สูงประมาณ 6 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านจุดศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร มีขนอ่อนเล็กๆที่กิ่ง มีดอกสีชมพู ถึงสีม่วงอ่อน(ลาเวนเดอร์) ผลของอะเซโลรา เชอร์รี่อาจเป็นผลเดี่ยว หรือเป็นช่อประมาณ 2-3 ลูก มีลักษณะแป้นถึงกลม คล้ายเชอร์รี่ แต่มี 3 หยัก ขนาดกว้างประมาณ 1.25-2.5 เซนติเมตร ผิวมันบาง สีแดงสด เนื้อชุ่มน้ำสีส้ม มีรสเปรี้ยว หรืออมเปรี้ยวจนเกือบหวาน มีกลิ่นคล้ายแอปเปิ้ล ใน 1 ผลจะมี 3 เมล็ด เนื่องจากผลของอะเซโลรา เชอร์รี่มีผิวที่ค่อนข้างบาง จึงทำให้ช้ำง่าย และเสื่อมสภาพเร็ว หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะเกิดกระบวนการหมักอย่างรวดเร็ว (ประมาณ 3-5 วัน) และถ้าไม่เก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ (7°c) จะเป็นเหตุให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่าย เพราะว่าถ้าต้องการเก็บไว้นานๆ ต้องเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า -12°c จึงนิยมรับประทานผลสด หรือนำไปทำแยม เยลลี่ ไซรัป น้ำผลไม้ และก็มีการนำมาปรับใช้ใช้ในสินค้าเสริมความงามต่างๆ เช่น ผงขัดผิว สบู่/เจลล้างหน้า หรือเป็นส่วนผสมในครีมและเครื่องสำอางต่างๆ เป็นต้น

อะเซโลรา เชอร์รี่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ คือ วิตามินซี มีโปรตีนและแร่ธาตุสูงโดยเฉพาะ เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีสาระสำคัญตัวหนึ่งชื่อ trans-beta-carotene ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถเสริมภูมิต้านทานของร่าง มีปริมาณของไขมันอิ่มตัว และโซเดียมต่ำ ไม่มีคลอเลสเตอรอล และจากผลการวิจัยพบว่า อะเซโรลา เชอร์รี่ มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าที่พบในส้มถึง 30-80 เท่า

แปลจาก: http://www.hor.purdue.edu/newcrop/morton/Barbados_cherry.html

ปริมาณสารอาหารในส่วนที่กินได้ของอะเซโลรา เชอร์รี่ 100 กรัม

พลังงาน 59 แคลอรี่

ความชื้น 81.9-91.0 กรัม

โปรตีน 0.68-1.8 กรัม

ใยอาหาร 0.6-1.2 กรัม

ไขมัน 0.18-1 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 6.98-14.0 กรัม

เถ้า 0.77-0.82 กรัม

แคลเซียม 8.2-34.6 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 16.2-37.5 มิลลิกรัม

เหล็ก 0.17-1.11 มิลลิกรัม

แคโรทีน 0.003-0.0408 มิลลิกรัม

วิตามินเอ 408-1000 มิลลิกรัม

กรดโฟลิก 13.7 ไมโครกรัม

วิตามินบี 1 0.024-0.04 มิลลิกรัม

วิตามินบี 2 0.038-0.079 มิลลิกรัม

ไนอะซิน 0.34-0.526 มิลลิกรัม

วิตามินซี (ขึ้นกับสายพันธุ์) ผลดิบสีเขียว 4500 มิลลิกรัม

ผลกึ่งสุก 3300 มิลลิกรัม

ผลสุก 2000 มิลลิกรัม

เฉลี่ยทุกสายพันธุ์ 1500 มิลลิกรัม

และเนื่องจากว่าอะเซโลรา เชอร์รี่มีวิตามินซีสูงมาก จึงมีการปลูกเป็นอุตสาหกรรมเพื่อนำมาผลิตวิตามินซีในรูปต่างๆ เช่น ผง เม็ด แคปซูล น้ำผลไม้ เป็นต้น แต่เนื่องจากวิตามินซีจะสลายตัวเมื่อมีความร้อน จึงต้องสกัดน้ำอะเซโลรา เชอร์รี่ที่อุณหภูมิต่ำประมาณ -195°c และผลอะเซโลรา เชอร์รี่ 18 กิโลกรัมจะสกัดเป็นน้ำได้ 1 กิโลกรัม จากนั้นมาทำให้แห้งเพื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป

ประโยชน์ของวิตามินซี :

  1. เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย ช่วยป้องกันเซลล์ไม่ให้เสื่อมตัวเร็ว
  2. ช่วยลดการติดเชื้อหวัด ช่วยต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับวิตามินซีเป็นประจำจะเป็นหวัดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับ
  3. ช่วยลดการแพ้ต่าง ๆ รวมทั้งโรคภูมิแพ้ โดยยับยั้งสาร ฮีสตามิน ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นมา หากมากเกินไปจะทำมีอาการระคายเคืองตามระบบหายใจ ทำให้จามและมีน้ำมูกไหล
  4. ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนจำเป็นสำหรับเนื้อเยื่อที่ผิวหนัง
  5. ช่วยดูแลและรักษาเม็ดสีเมลานินที่ผิดธรรมดาลดรอยหมองคล้ำ ฝ้า กระ รอยด่างดำตามร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณสว่างสดใสได้ต่อเนื่องยาวนาน
  6. มีงานวิจัยบางชิ้นยังบอกถึงฤทธิ์ของวิตามินซีในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยการเจริญเติบโตในเด็กเล็ก ช่วยลดจำนวนเซลล์มะเร็งไม่ให้แพร่กระจายออกไป ช่วยลด LDL เป็นต้น อย่างไรก็ตามงานวิจัยเหล่านี้ยังมีจำนวนไม่มากพอที่จะนำมาสรุปผลของวิตามินซีต่อโรคเหล่านี้ได้ จึงควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกใช้เพื่อรักษาโรค

ข้อควรระวัง :

- ไม่ควรทานวิตามินซี เกินวันละ 2,000 มก. เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้

- ไม่ควรเก็บผลิตภัณฑ์ของอะเซโลรา เชอร์รี่ ที่อุณหภูมิสูง และหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะจะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมคุณภาพได้ง่าย 

[[<a href="http://postimg.org/image/hkl1rhi4v/" target="_blank"><img alt="Bio C 3683" border="0" src="http://s19.postimg.org/hkl1rhi4v/Bio_C_3683.jpg" /></a>]

[<a href="http://postimage.org/" target="_blank"><img alt="Bio C 4593 0" border="0" src="http://s19.postimg.org/5wqzwxt03/Bio_C_4593_0.jpg" /></a><br />

<a href="http://postimage.org/" target="_blank">

<br />

]]</a>



เครดิต : http://www.easyaura.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น